อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน (Alfredo Di Stéfano)

อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน (สเปน: Alfredo Stéfano Di Stéfano Laulhé) เป็นชาวอาร์เจนติน่า ตั้งแต่กำเนิดโดยเขาเกิดที่กรุงบาร์รากัส บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2469

ตำนานของ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน

ช่วงที่เขาโด่งดังขีดสุดนั้นคือช่วงพ.ศ. 2496 – 2506 เป็นช่วงที่เขาพา เรอัล มาดริด เถลิงแชมป์ถ้วยหูใหญ่ตั้งแต่เริ่มถือกำเนิดติดต่อกันถึง 5 สมัยและแชมป์ลีกสูงสุดของสเปนอีก 8 สมัยด้วยกัน เรียกได้ว่าคนเดียวแบกทีมไว้บนบ่าเลย

ที่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานทั้งหลาย เพราะว่าในตอนนั้นเป็นยุคที่เริ่มมีการบันทึกภาพและเผยแพร่ อีกทั้งวงการฟุตบอลเริ่มต้นอย่างจริงจังแม้จะมีเรื่องของอิทธิพลเข้ามาพัวพันก็ตามที ซึ่งดิ สเตฟาโน่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของโลกในช่วงนั้นเลยฉายาของเขาก็คือ เจ้าลูกธนูทอง นั่นเอง

วงการนักฟุตบอล

เส้นทางการค้าแข้งของเขาเริ่มต้นจากสโมสรในบ้านเกิดอย่างริเวอร์เพลท ไม่นานเขาก็ถูกเรียกติดทีมชาติในปี พ.ศ. 2490 ทว่าโอกาสที่จะได้สัมผัสฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของเขานั้นต้องถูกปิดลงเมื่ออาร์เจนติน่าประกาศถอนตัวที่จะลงแข่งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ

ต่อมาเขาย้ายมาค้าแข้งที่โคลัมเบีย ในตอนนั้นเองที่โคลัมเบียนั้นมีข้อขัดแย้งกันเรื่องการจัดตั้งลีคสูงสุดของประเทศร้องเรื่องไปถึงฟีฟ่าให้ช่วยตัดสิน แต่แทนที่ฟีฟ่าจะตัดสินกลายเป็นว่าแบนลีคโคลัมเบียรวมถึงทีมชาติโคลัมเบียด้วย ทำให้ตอนซื้อตัวนักเตะจากที่อื่นไม่ต้องจ่ายค่าตัวเอาเงินไปทุ่มเพิ่มค่าเหนื่อยแทน ประจวบเหมาะกับลีกในอาร์เจนติน่าเองก็มีปัญหา จึงทำให้นักเตะรวมตัวกันประท้วงพากันออกไปเล่นที่อื่น

และแล้วก็มาถึงจุดสูงสุดของอาชีพค้าแข้ง เมื่อเขาย้ายมาร่วมทีม เรอัล มาดริด เมื่อปี พ.ศ. 2496 การย้ายทีมครั้งนี้มีการขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อตอนแรกบาร์เซโลน่าได้ทำการติดต่อไปยังริเวอร์เพลทที่ถือสัญญาของดิ สเตฟาโน แม้เขาจะไปค้าแข้งที่โคลัมเบียซึ่งทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นไปด้วยดีมีการตรวจร่างกายจนตำนานรายนี้มาเข้าค่ายฝึกซ้อมร่วมกับทีมเจ้าบุญทุ่มแถมลงเตะอุ่นเครื่องในสีเสื้อของบาร์ซ่าแล้วด้วย ทว่าเมื่อถึงตอนที่จะลงทะเบียนนักเตะ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดซึ่งมีชื่อว่า ซานติอาโก เบอร์นาบิว เขาได้มาแจ้งว่าบาร์ซ่าจะลงทะเบียนดิ สเตฟาโนไม่ได้ เพราะว่าเขาคือนักเตะของมาดริด โดยมาดริดได้ทำการติดต่อไปที่ต้นสังกัดปัจจุบันซึ่งก็คือสโมสรมิลโลนาริออส ที่โคลัมเบีย กลายเป็นความขัดแย้งใหญ่โตนอกเหนือจากฟุตบอลก็ลามไปเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างแคว้น

ทั้งสองสโมสรจึงยื่นเรื่องให้สมาคมฟุตบอลของสเปนช่วยตัดสินเพื่อยุติความขัดแย้งนี่แต่ที่ไหนได้สหพันธ์ฟุตบอลสเปนที่ยังถูกอิทธิพลทางทหารของนายพลฟรานซิสโก้ ฟรังโก้ซึ่งเป็นเพื่อนกับประธานมาดริดการตัดสินจึงออกมาแบบกลางๆว่าในเมื่อมีกรรมสิทธิ์กันทั้งสองฝ่ายก็ให้สลับกันใช้งานทีละ 1 ฤดูกาลโดยให้มาดริดใช้งานก่อน เมื่อรู้ว่ายังไงก็แพ้บาร์ซ่าจึงทำการขายกรรมสิทธิ์ที่ตัวเองมีอยู่ครึ่งนึงทิ้งให้มาดริดไป

หลังจากนั้น ดิ สเตฟาโน ก็เดินหน้าคว้าแชมป์ให้กับราชันย์ชุดขาว เป็นว่าเล่นเริ่มที่แชมป์ลีกสูงสุดได้ 8 สมัยจาก 11 ฤดูกาลที่ลงเล่น และก็คว้าแชมป์ถ้วยยูโรเปี้ยนคัพหรือถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกในปัจจุบัน 5 สมัยรวดตั้งแต่เริ่มจัดแข่งครั้งแรกติดต่อกันไปเลย ที่มาดริดเขาลงเล่นไปทั้งหมด 396 นัดถล่มประตูรวมทุกรายการไปทั้งสิ้น 307 ลูกด้วยกัน

แม้ว่าในอาชีพการค้าแข้งของดิ สเตฟาโน่จะงดงาม แต่ในการเล่นให้กับทีมชาตินั้นเขาไม่เคยได้สัมผัสกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยแม้แต่ครั้งเดียวซึ่งตำนานรายนี้เคยเล่นให้กับ 3 ชาติเลยทีเดียวโดยชาติแรกเป็นการเล่นให้กับอาร์เจนติน่า จากนั้นก็เล่นให้กับโคลัมเบียแต่ทางฟีฟ่านั้นไม่ได้รับรองเรื่องนี้เพราะได้แบนทีมชาติโคลัมเบียจากการแข่งขันของฟีฟ่าทุกรายการ และชาติสุดท้ายก็คือสเปนหลังจากที่เขาย้ายมาเล่นให้มาดริดและได้รับสัญชาติ โอกาสใกล้เคียงที่สุดของเขาคือเมื่อ พ.ศ. 2505 โดยในขณะนั้นเขามีอายุถึง 36 ปี แต่ฝีเท้าก็ยังฉกาจฉกรรจ์ช่วยสเปนผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้แต่ความโชคร้ายก็มาเยือนเขาอีกครั้งเมื่อดิ สเตฟาโนได้รับบาดเจ็บอย่างหนักก่อนศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะเริ่มขึ้นทำให้เขาถูกตัดชื่อออกอดไปเล่นในศึกฟุตบอลถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้หลังจากนั้นเขาประกาศอำลาทีมชาติไป

หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพจาก http://elmagodelbalon.es/ และ https://www.rediff.com/sports

 1,639 total views,  2 views today

5/5 (1 Review)
Share